” หลวงปู่ ศุข ” แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอ วัดสิงห์ จังหวัด ชัยนาท

” หลวงปู่ ศุข ” แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอ วัดสิงห์ จังหวัด ชัยนาท


ชีวประวัติ : นามเดิม ศุข นามสกุล เกษเวช เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน 4 ขึ้น 8 ค่ำ ปีวอก พ.ศ. 2390 ที่บ้าน มะขามเฒ่า (แต่ปัจจุบันเรียกว่า บ้านปากคลอง ) ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอ วัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท หลวงปู่ ศุข


โยมบิดา – มารดา : ชื่อนายน่วม และนางทองดี มีบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลมะขามเฒ่า มีบุตรทั้งหมด 9 คน หลวงปู่ศุข เป็นบุตรคนที่ 1
และในปัจจุบันยังมีลูกหลานเหลนของท่านที่อยู่บ้านใต้วัดมะขามเฒ่าอีกหลายคน


หลวงปู่นั้น ท่านมีลุงคนหนึ่ง ชื่อ แฟง อยู่ที่ตำบลบางเขน จังหวัดพระนคร ( ในสมัยนั้น ) มีอาชีพทำสวนลุงคนนี้ไม่มีบุตรหรือธิดา จึงได้มาขอโยมบิดามารดาของหลวงปู่ศุขไปเลี้ยงดู โยมท่านจึงได้อนุญาติให้เลือกเอา ลุงแฟกก็ได้เลือกลูกคนโตคือปลวงปู่ศุขในขณะนั้นหลวงปู่ศุขน่ามีอายุประมาณ 10 ขวบ เมื่อหลวงปู่ศุขไปอยู่อาศัยกับลุงแฟงก็เจริญเติบโตที่ตำบลบางเขน และภายหลังต่อมาเมื่อหลวงปู่ศุขท่านโตขึ้นท่านก็ได้เริ่มเดินทางเข้ามาที่จังหวัด กรุงเทพมหานครฯ และได้เริ่มทำการค้าขายเล้กๆน้อยๆ โดยยึดลำคลองบางเขน ซึ่งมีปากคลองเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยาทางตอนใต้ของจังหวัดนนทบุรีลงมาที่ ( ปัจจุบันที่ตรงนี้อยู่ทางเข้าของวัดทางหลววง เป็นที่ทำมาหากิน ) แม่น้ำสายนี้เมื่อก่อนนั้นเป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมทางน้ำที่สำคัญและกว้างขวางเป็นอย่างมาก เมื่อการคมนาคมทางบกเจริญขึ้น การสัญจรทางน้ำก็เริ่มค่อยๆหมดความสำคัญลงไปเมื่อหลวงปู่ท่านทำมาหากินที่คลองบางเขนอยู่ระยะหนึ่ง จนมีอายุครบ 18 ปีได้ไปพบรักกับ นาง สมบูรณ์ และได้มีบุตรชายหนึ่งคน ชื่อ สอน เกสเวชสุริยา หลวงปู่ศุขท่านครองเพศฆราวาสอยู่ไม่นานพออายุท่านครบ 22 ปี ท่านก็ได้ลาไปอุปสมบท ณ วัดโพธิ์บางเขน หรือ ในปัจจุบันเรียกว่า วัดโพธิ์ทองล่าง ซึ่งอยู่ปากคลองบางเขนตอนล่างตอนบริเวณจังหวัดปทุมธานี


อุปสมบท หลวงปู่ ศุข: การอุปสมบทของหลวงปู่ศุขนั้น ท่านได้อุปสมบทตอนอายุ 22 ปี ที่วัดโพธิ์บางเขน ( ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโพธิ์ทองล่าง )
โดยมี พระครูเชย จนฺทสิริ วัดโพธิ์บางเขน เป็น พระอุปัชฌาย์ พระถายมเป็นพระคู่สวด การอุปสมบทนี้มีลุงแฟงเป็นผู้อุปการะทุกประการทั้งปวงส่วนโยมบิดามารดาไม่ได้มาร่วมพิธีเพราะ ติดปัญหาด้านการเดินทางในสมัยนั้นการสัญจรนั้นยังลำบากมากไม่เหมือนในยุคสมัยนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิงถ้าจะเดินทางจริงๆจากชัยนาทถึงกรุงทเพฯ ก็ใช้เวลาอย่างต่ำประมาณ 2 ถึง 3 วันจึงจะถึงพระอุปชัยฌาย์ของท่านชื่อ หลวงพ่อเชย จันทรสิริ อดีตท่านเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทองล่างท่านเป็นพระสงฆ์ฝ่ายรามัญที่ถือและเคร่งคัดในวัตรปฎิบัติและพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่งเมื่อหลวงปู่ศุขท่านได้อุปสมบทแล้วก็ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยพอสมควรแล้ว ท่านก็ได้ออกเดินธุดงค์ หาที่สงบฝึกวิปัสสนากัมมัฎฐาน และวิชาอาคมต่างๆ จากสำนักที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยนั้นจนได้วิชา” ธาตุมั้ง 4 “แล้ว จึงกราบลาพระอาจารย์ลากลับบ้านเกิดของท่าน โดยมาพักอยู่ที่วัดร้างแห่งหนึ่งข้างหมู่บ้านของท่านชื่อวัด อู่ทอง ปัจจุบันนี้เรียกว่า วัดปากคลองและชาวบ้านแถวบริเวณนั้นก็ได้เคารพและศรัทธาหลวงปู่่ศุขเป้นอย่างมากจึงนิมนต์ขอให้หลวงปู่จำพรรษาอยู่ที่นั่น และเริ่มพัฒนาในท้องถิ่นให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกด้วยจากวัดร้างจนถึง พุทธาวาส ธรรมาวาส และสังฆาวาส เป็นวัดที่ที่สมบูรณ์จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีอุโบสถและมฌฑปให้คนรุ่นหลังอย่างเราได้เห็นและกราบไหว้กันอยู่แต่พอเวลาผ่านไปผู้เป็นมารดาของหลวงปู่ที่อยู่ที่จังหวัดชัยนาท ได้ชราภาพลงตามอายุขัย และความเจ็บไข้มาเยือนอยู่ไม่ขาดสาย

ด้วยความเป็นห่วงมารดาท่านจึงได้เดินทางกลับภมูิลำเนาเดิมและได้จำวัดพรรษาปีแรกๆที่วัดอู่ทองขณะนั้นได้เกิดการชำรุดทรุดโทรมลงและไม่สามารถจะบูรณปสังขรณ์ใกลับคืนมาได้ท่านจึงได้ย้ายออกมาที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และได้สร้างกุฎิขึ้นครั้งแรกหนึ่งหลังพอที่จะอยู่อาศัยได้ในช่วงนึงก่อนแต่ในที่เพลาต่อมามารดาของหลวงปู่ศุขก็ได้ถึงแก่กรรมลงและได้จัดพิธีเาปนกิจศพ และในงานนี้เอง หลวงปู่ศุข ท่านได้สร้างวัตถุมงคลในรูป “พระพิมพ์สี่เหลี่ยมซุ้มรัศมี” ที่เป็นที่ระลึกครั้งแรกได้แจกประชาชนคนแถวนั้นไปก็ได้เกิดอภินิหารทางด้าน อยู่ยงคงกะพัน โดยเฉพาะเรื่อวกันเขี้ยวงา คือสุนัขกัดไม่เข้าซึ่งปรากฎการ์ณที่บังเกิดขึ้นบ่อยครั้งเพราะบ้านนอกอย่างในชนบทสมัยก่อนนั้นไม่ค่อยจะมีรั้วรอยขอบชิดเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็ได้อาศัยสุนัขที่เลี้ยงไว้เป็นยามเฝ้าบ้าน ฉะนั้นการที่แวะเวียนไปบ้านไหนนั้นก็จะต้องระวังเรื่องสุนัขลอบกัดให้ดี พระของหลวงปู่ฯจึงมีชื่อเรื่องสุนัทกัดไม่เข้า เป็นปฐมเหตุก่อน จึงบังเกิดความนิยมและคนแถวนั้นก้ไปขอท่านมาแขวนคอบุตรหลานเพื่อกันเคี้ยวงาสาระพัด ในสมัยนั้นเด็กๆแถวนั้นแทบจะมีกันทุกคนเลยทำให้กิตติศัพท์ในความเกร่งกล้าของท่านจึงค่อยๆถูกพูดปากต่อปากไปในเวลาที่ไม่ช้าไม่นานและก็เริ่มมีลุกศิษย์ลูกหามากขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดก็ได้ยินไปถึง เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯเรื่องราวระหว่างเสด็จกรมหลวงชุมพรกับหลวงปู่ศุขมีดังนี้ท่านกรมหลวงชุมพรได้ยินชื่อเสียงและวิชาอาคมที่เก่งและเข้มขลังของหลวงปู่ที่สามารถเสกใบไม้ให้เป็นตัวต่อเสกหัวปลีให้เป็นกระต่าย เสกล้านกล้วยให้เป็นงูได้และวิชาคงกระพันชาตรีเรื่องอภินิหารของหลวงปู่อีกมากมาย คงเป็นเพราะบุญกุศลของหลวงปู่ศุข และ เสด็จกรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ผู้ซึ่งเป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นพระองคืที่ 28 ได้ร่วมสร้างกันมาแต่ปางก่อนได้ดลบันดาลใจให้ท่านทั้งสองซึ่งทรงศรัทาและเลื่อมใสในทางมหาพุทธคมอยู่แล้วได้เสด็จประพาสในในภาคเหนือ ” หลวงปู่ ศุข ” แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอ วัดสิงห์ จังหวัด ชัยนาท

จึงเป็นเหตุให้หลวงปู่ศุขและพระองค์ท่านได้พบกันพระองค์จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่ศุขและได้ฝึกเรียนรู้วิชาอาคมจากหลวงปู่ศุข
จนแตกฉานจนหลวงปู่ท่านถ่ายทอดจนไม่มีวิชาอะไรที่จะส่งต่อให้พระองค์แล้วจึงได้ให้เสด็จกรมหลวงชุมพรฯได้ไปศึกษาวิชาต่อกับหลวงพ่อเงิน วัดบางคลานจังหวัดพิจิตต่อ เมื่อหลวงปู่ศุขท่านมีลูกศิษย์อย่างเสด็จในกรมฯที่จะเป็นกำลังสำคัญให้ท่านสามารถสร้างวัดปากคลองมะขามเฒ่าให้เสร็จสมบูรณ์ถาวรวัตรถุทางพุทธศาสนาที่ยังมีไว้ให้คนรุ่นหลังแบบเราได้เห็นก็คือ ภาพเขียนฝีมือเสด็จในกรมฯบนฝาผนังอุโบสถ ณ วัดปากคลองมะขามเฒ่า ที่ยังรักษาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ และเป็นภาพเขียนสำน้ำที่้ทางกรมศิษย์ยกย่องว่าเป็นภาพที่ทรงฝีมือเป็นอย่างยิ่งและยังสอดแทรกอารมณ์ขนขันไว้ในภาพที่พระพุทธเจ้าชนะมารอีกด้วยในปัจจุบันที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าชาวบ้านได้ร่วมใจด้วยความศรัทธาได้ตั้งปั้นรูปปั้นเป็นหุ่นขี้ผึ้งผลวงปู่ศุขไว้ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าเพื่อไว้สักการบูชาโดยทั่วกัน และยันต์ประจำตัวของหลวงปู่ศุข คือ นะ มะ พะ ทะ และท่านเป็นผู้มีกสิณครบทั้ง 4 ธาตุ คือดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นบ่อเกิดแห่งอำนาจอิทธิ์ฤทธิ์ต่างๆเรียกว่าท่านสำเร็จวิชาขั้นสูง และวิธีการรับลูกศิษย์ของท่านการทดสอบจิตที่ขึ้นชื่อว่าดหดไม่น้อยและน่าสพรึงไม่น้อยคือ
มีลุกศิษย์อยู่หนึ่งคนชื่อหลวงพ่อหน่าย อินทสิโลท่านได้กล่าวไว้ว่า คราหนึ่งที่จะเข้าไปสมัครเป็นลูกสิษย์ของหลวงปู่ศุขเมื่อท่นเดินเข้ามาในวัดท่านก็ได้เห็นเหล่าลูกศิษย์ลูกหากำลังถือท่อนไม้ไผ่มาที่บริเวณรานวัดและปักลงไปที่พื้นดินและจะมีการทำหลักให้มั่นคงไผ่ลำนี้จะมีความสูงอย่างมากส่วนปลายบนสุดของไผ่จะตัดเป็นป้องไว้คล้ายกระบอกข้าวหลามแล้วใส่น้ำมันที่มีความร้อนมากๆที่กำลังเดือดผุดๆและให้ลูกศิษย์นำขึ้นไปไว้ที่ปลายกระบอกด้านบนที่ตัดไว้จนเต็มแล้วลงมาต่อไปก็ถึงเวลาที่จะทำการคัดเลือกลูกศิษย์มีทั้งพระและฆาราวาสแล้วท่านก็กล่าวออกมาว่า “เอาพวกเอ็งใครที่อยากจะเป็นลูกศิษย์ข้าจงปีนขึ้นไปให้ถึงยอดกระบอกไม้ไผ่ใครที่ทำได้นั่นแหละคือลุกศิษย์ของข้า” ในระหว่างที่ปีนหลวงปู่ก็ให้ท่องคำว่า นะมะพะทะ ไว้ให้มั่นอย่าให้หลุดแล้วถ้าไม่ไหวจริงๆให้กล่าวคำว่า อะ โห สิ กัม มัง ท่านก็จะอนุญาติให้ลงมาได้ และก็มีทั้งคนที่ทำได้และไมได้และนี่คือชีวประวัติบางส่วนของหลวงปุ่ศุขวัดปากคลองมะขามพอสังเขปและหลวงพ่อได้ มรรภาพลงเมื่อเดือน มกราคม ปีกุน พ.ศ.2466 ไม่ปรากฎแน่นอน คำนวนอายุของท่านได้ 76 ปี วันสวดพระพุทธมนต์ทำสพอยู่ 7 วัน 7 คืน จึงประชุมเพลิง ” หลวงปู่ ศุข ” แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอ วัดสิงห์ จังหวัด ชัยนาท


ถ้าข้อมลูผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ ” หลวงปู่ ศุข ” แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอ วัดสิงห์ จังหวัด ชัยนาท

สามารถติดตามข่าวหวย ได้ที่นี่ HAHUAY.COM เล่นกิจกรรมได้แล้วที่นี่ LINE : @HAHUAY

ดู บอล ออนไลน์ได้ที่ : www.duball.io
ดูผล บอล สามารถเช็คผลสกอร์ บอล สดๆได้ที่ : www.livescoresod.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *